
23.00 น. พร้อมกันที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ณ อาคารผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ชั้น 4 ประตู 10 เคาน์เตอร์ S/T โดยสายการบิน EMIRATES โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน
02.00 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ เที่ยวบินที่ EK377 BKK-DXB (0200-0555) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 55 นาที)
05.55 น. เดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องสำหรับเที่ยวบินถัดไป
08.10 น. เหินฟ้าสู่ เมืองแอลเจอร์ ประเทศแอลจีเรีย โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบินที่ EK757 DXB-ALG (0810-1240) (ใช้เวลาบิน 7 ชั่วโมง 30 นาที)
12.40 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติแอลเจียร์ ประเทศแอลจีเรีย หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองพร้อมรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว นำท่านพบไกด์ท้องถิ่น
บ่าย คณะเดินทางสู่ คาสบาห์ (Casbah) ย่านเมืองเก่าของแอลเจียร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางด้านวัฒนธรรมโดยองค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1992
นำท่านชม มัสยิดเคทเชาอัว (Ketchaoua Mosque) สร้างขึ้นในสมัยออตโตมัน ในศตวรรษที่ 17 มัสยิดแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านการผสมผสานสถาปัตยกรรมมัวร์และไบแซนไทน์เข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ ในช่วงที่ฝรั่งเศสเข้ายึดครองได้เปลี่ยนเป็นอาสนวิหารเซนต์ฟิลิป ซึ่งคงอยู่จนถึงปี ค.ศ.1962 และหลังจากนั้นก็ได้เปลี่ยนกลับมาเป็นมัสยิดดังเดิม
นำท่านชม โบสถ์นอร์ทเธอดามแห่งแอฟริกา (Church of Notre Dame d'Afrique) โบสถ์นิกายโรมันคาทอลิกสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 19 ได้รับการออกแบบโดย Jean Eugene Fromageau หัวหน้าสถาปนิกด้านอาคารทางศาสนาในสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส โบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างถึง 14 ปี และเปิดใช้ครั้งแรกในปีค.ศ.1872
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Mercure Alger Aroport 4*, Algier หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
ออกเดินทางสู่ เมืองเจมิลา (Djemila) <51 KMS / 1 HRS> ชมเมืองโรมันโบราณที่ตั้งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 900 เมตร เป็นที่รู้จักในชื่อโบราณว่า “Cuicul” เมืองเจมิลาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1982 จากการดัดแปลงสถาปัตยกรรมโรมันอันเป็นเอกลักษณ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมบนภูเขา มีทั้งโรงละคร ฟอรัม วัด มหาวิหาร ซุ้มประตู ถนน บ้านเรือน และยังมีกลุ่มกระเบื้องโมเสกที่แสดงเรื่องราวในตำนานและฉากในชีวิตประจำวัน
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
คณะออกเดินทางต่อไปยัง เมืองเซติฟ (Setif) <267 KMS / 3 HRS 10 MIN> เมืองนี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรนูมิเดียแห่งเบอร์เบอร์โบราณ ปัจจุบันยังมีร่องรอยของคริสต์ศตวรรษที่ 3-4 ได้แก่ กำแพงเมือง วิหาร ละครสัตว์ สุสาน และป้อมปราการไบแซนไทน์ มีการจัดแสดงโบราณวัตถุมากมายที่พิพิธภัณฑ์
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์โบราณคดีเซติฟ (National Public Museum of Setif) พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีผลงานโมเสกโรมันอันงดงามมากมาย รวมถึงโมเสก “ชัยชนะของไดโอนิซูส” (Triumph of Dionysus) ซึ่งถือได้ว่าเป็นหนึ่งในงานโมเสกที่ประณีตที่สุดในโลกโรมัน มีความสลับซับซ้อนและสีสันสวยงาม แสดงให้เห็นขบวนแห่แห่งชัยชนะที่มีการขนส่งสัตว์ป่า เช่น เสือ ช้าง อูฐ สิงโต และยีราฟ
นำท่านเดินเล่นชมเมือง แวะถ่ายภาพกับ น้ำพุอิน เอล (The Ain El Fouara Fountain) ในภาษาอาหรับ แปลว่า น้ำพุที่พุ่งพล่าน เป็นประติมากรรมหินสีขาวและหินอ่อนรูปผู้หญิงเปลือยกายทั้งตัวที่ถูกทารุณกรรมหลายครั้งจนกลายเป็นอนุสรณ์สถานอันเป็นสัญลักษณ์และมีชื่อเสียงของเมืองเซติฟในประเทศแอลจีเรีย น้ำพุแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1898 โดยฟรานซิส เดอ แซ็งต์วิดาล ประติมากรชาวฝรั่งเศส น้ำพุตั้งอยู่ใจกลางจัตุรัสอิสรภาพในเมืองเซติฟ และถือเป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของเมืองอีกด้วย
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Novotel Setif 4*, Setif หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
ออกเดินทางสู่ เมืองทิมกัด (Timgad) <196 KMS / 3 HRS> ชมเมืองโรมันในเทือกเขา Aurs ถูกสร้างขึ้นเป็นอาณานิคมทางทหาร โดยจักรพรรดิทราจัน (Trajan) ในปี ค.ศ.100 เมืองนี้มีกำแพงล้อม รอบแต่ไม่มีป้อมปราการ ได้รับการออกแบบมาสำหรับประชากรประมาณ 15,000 คน เป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของการวางผังเมืองแบบตาราง ทิมกัดมีผลงานสถาปัตยกรรมอันอุดมสมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วย อาคารสาธารณะ การแสดงอันตระการตา และกลุ่มอาคารทางศาสนา เมืองนี้จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1982
ระหว่างทางนำท่านแวะชม หลุมฝังศพเมดกาห์เซน (Royal Tomb of Medghasen) คือสุสานหินทรงกลมโบราณ การตรวจสอบอายุคาร์บอนกัมมันตรังสีบ่งชี้ว่าสร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 3 เชื่อว่าเป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์นูมิเดีย (Numidia) ลักษณะเด่นคือฐานกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 60 เมตร สูงประมาณ 19 เมตร ด้านบนมีรูปทรงกรวยคล้ายพีระมิด สะท้อนการผสมผสานสถาปัตยกรรมแอฟริกันพื้นถิ่นกับอิทธิพลเมดิเตอร์เรเนียน ถือเป็นโบราณสถานสำคัญที่แสดงถึงอารยธรรมก่อนยุคโรมันในแอฟริกาเหนือ
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
บ่าย ออกเดินทางสู่ เมืองกงส์ต็องตีน (Constantine) <119 KMS / 2 HRS> เมืองนี้มีพิพิธภัณฑ์และสถานที่ทางประวัติศาสตร์หลายแห่งตั้งอยู่รอบเมือง กงส์ต็องตีนมักถูกเรียกว่า "เมืองแห่งสะพาน" เนื่องจากมีสะพานที่งดงามมากมายที่เชื่อมระหว่างเนินเขา หุบเขา และหุบเหวต่างๆ
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติเซอร์ตา (National Museum Cirta) สร้างขึ้นในปีค.ศ.1920-1930 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงโบราณวัตถุของชาวโรมันจำนวนมากที่นักโบราณคดีค้นพบในและรอบๆ เมือง การจัดแสดงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ วิจิตรศิลป์ ชาติพันธุ์วิทยา และโบราณคดี ส่วนโบราณคดีจัดเรียงตามลำดับเวลาในห้องทั้ง 12 ห้อง โดยนำเสนอภาพรวมที่ครอบคลุมเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ส่วนวิจิตรศิลป์จัดแสดงภาพวาดและประติมากรรมที่ผลิตระหว่างศตวรรษที่ 17-20 โดยผสมผสานผลงานของศิลปินชื่อดัง ส่วนชาติพันธุ์วิทยาจัดแสดงพรมโบราณ เครื่องประดับ อาวุธปืน ทองแดง และเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิม สวนของพิพิธภัณฑ์จัดแสดงประติมากรรมหินและหินอ่อน
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Novotel Constantine 4*, Constantine หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
พาท่านชม สะพานเมลลาห์ สลิมาน (Mellah Slimane Bridge) สะพานแขวนยาว 125 เมตร ข้ามแม่น้ำ Rhumel เปิดให้บริการในเดือนเมษายน ปีค.ศ.1925 ได้รับการออกแบบโดยเฟอร์ดินันด์ อาร์โนดิน (Ferdinand Arnodin) เป็นสะพานที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก มีความสูง 110 เมตร
นำท่านชม พระราชวังอาเหม็ด เบย์ (Ahmed Bey Palace) พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยการปกครองของ Ahmed Bey Ben Mohamed Chrif ใช้เวลาในการสร้างถึง 9 ปี สร้างแล้วเสร็จในปี ค.ศ.1835 สองปีก่อนที่ฝรั่งเศสจะปกครองอาณานิคมในปีค.ศ.1837 พระราชวังประกอบด้วยห้องสวีท 3 ห้อง สวนที่ปลูกต้นส้มและต้นปาล์ม แต่ละห้องเชื่อมต่อกับโถงทางเดินซึ่งมีเสาหินอ่อนจำนวน 266 ต้นรองรับ นอกจากนี้ยังมีลาน 3 แห่งและน้ำพุ 2 แห่งที่ทำจากหินอ่อน มีประตู 540 บานที่ทำจากไม้ซีดาร์ แกะสลักด้วยประติมากรรมและของประดับตกแต่งต่างๆ
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม สะพานซิดิ เอ็มซิด (Sidi M'Cid Bridge) สะพานแขวนยาว 164 เมตร เปิดให้สัญจรในเดือนเมษายน ค.ศ.1912-1929 สะพานนี้ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส เฟอร์ดินันด์ อาร์โนดิน (Ferdinand Arnodin) เป็นสะพานที่สูงที่สุดในโลกมีความสูง 175 เมตร
เย็น รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. เดินทางไปยังสนามบินนัมเบอร์เรต เพื่อเตรียมเช็คอินสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ
22.00 น. เหินฟ้าสู่ การ์ดาเอีย (Ghardaia) โดยสายการบิน Air Algerie เที่ยวบินที่ AH6350 CZL-GHA (2200-2305) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 5 นาที)
23.35 น. เดินทางถึงสนามบินเมืองการ์ดาเอีย หลังจากรับกระเป๋าสัมภาระแล้วนำท่านเดินทางเข้าสู่ที่พัก
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Belvedere 4*, Ghardaia หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
เมืองการ์ดาเอีย (Ghardaia) เป็นเมืองใน หุบเขาเอ็ม เซ็บ (M'zab Valley) สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10 โดยชาวอิบาดี (Ibadi) โดยสร้างเมืองขึ้นมา 5 เมือง ได้แก่ Beni Isguen, Melika, Bou Noura, El Atteuf และ Ghardaia สถาปัตยกรรมของ M'Zab เรียบง่าย ใช้งานได้จริงและปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ได้รับการออกแบบมาเพื่อการใช้ชีวิตในชุมชน โดยคำนึงถึงโครงสร้างของครอบครัวด้วย เป็นแหล่งที่มาของแรงบันดาลใจสำหรับนักวางผังเมืองในปัจจุบัน และหุบเขา M’Zab ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปี ค.ศ.1982
นำชม เมืองเบนี่ อิสเก็น (Beni Isguen) เมืองป้อมปราการที่น่าพิศวงที่สุดในบรรดาเมือง M'Zab ถนนแคบๆ ที่มีลักษณะคล้ายเขาวงกต มีบ่อน้ำมากมาย ผ่านซุ้มประตูและทางเดิน ไปยังอาคารเก่าหลังเล็กๆ ที่ทาสีขาว และเยี่ยมชมหอสังเกตการณ์สุดตระการตา เพื่อชมทิวทัศน์อันงดงามของเมือง
นำท่านชม เมืองอัล อัทเทฟ (El Atteuf) เมืองนี้มีความมหัศจรรย์ทางสถาปัตยกรรมและเป็นผลงานชิ้นเอกของการวางผังเมือง ประกอบด้วยอาคารที่ทาสีสดใสกระจุกตัวอยู่รอบมัสยิด ซึ่งเป็นจุดที่สูงที่สุดในเมือง บ้านในเมืองถูกสร้างขึ้นบนทางลาดเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้นได้
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านเดินทางต่อไปยัง เอล เมเนีย (El Menia) เมืองโอเอซิสที่ตั้งอยู่ใจกลางทะเลทรายซาฮารา ทางตอนกลางของประเทศแอลจีเรีย ผู้คนส่วนใหญ่เป็นชาวเบอร์เบอร์เซเนต้า El Menia ซึ่งแปลว่า "ปราสาทที่ไม่มีวันพ่ายแพ้" ในภาษาอาหรับ ได้ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางผืนทรายอันแห้งแล้ง ที่นี่มีต้นปาล์มหลายหมื่นต้นอยู่ภายในพื้นที่โอเอซิสแห่งนี้ นอกจากนั้น เอล เมเนีย ยังเป็นศูนย์กลางการค้าและการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมาอย่างยาวนาน
ชม หมู่บ้านป้อมปราการเอล เมเนีย (Ksar El Menia) “Ksar” เป็นคำที่ใช้เรียกหมู่บ้านที่มีป้อมปราการในแถบแอฟริกาเหนือ ที่นี่เป็นหมู่บ้านป้อมปราการโบราณที่ตั้งอยู่บนเนินเขา Taourirt ตั้งตระหง่านอยู่เหนือสวนปาล์มในเมืองเอล เมเนีย มาเป็นเวลายาวนาน คาดว่าสร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 10 โดยชนเผ่าเบอร์เบอร์เซนาต้า (Zenata) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มเบอร์เบอร์ที่ใหญ่ที่สุด ปกครองโดยเจ้าหญิง M'barka Bent El Khass Ksar จนเป็นที่รู้จักในชื่อ "El Menia Palace"
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Elboustan 4*, El Menia หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
ออกเดินทางสู่ เมืองติมิมูน (Timimoun) <360 KMS / 4 HRS> ตั้งอยู่ในภูมิภาค Gourara ของประเทศแอลจีเรีย ในอดีตติมิมูนเคยเป็นสถานีการค้าที่สำคัญที่เชื่อมต่อแอฟริกาเหนือกับแอฟริกาใต้ เมืองนี้มีชื่อเสียงในด้านสถาปัตยกรรมแบบอาคารดินสีแดง เรียกว่าสถาปัตยกรรมซูดาน (Sudanese architecture) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของภูมิภาคนี้ ที่สร้างจากดินเหนียวท่ามกลางทะเลทรายอันเป็นเอกลักษณ์ มีโอเอซิส ต้นปาล์มและทะเลสาบเกลือ (Sebkha) ล้อมรอบ เมืองติมิมูนมีระบบชลประทานโบราณที่เรียกว่า "Foggaras" ที่นำน้ำจากแหล่งน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้เพาะปลูก ระบบนี้เป็นสิ่งที่ทำให้โอเอซิสแห่งนี้สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาพแวดล้อมทะเลทรายยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน ความงามตามธรรมชาติ สถาปัตยกรรมที่ไม่เหมือนใคร วัฒนธรรมและประเพณีอันเก่าแก่ ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวแอลจีเรียและชาวต่างชาติจำนวนมากให้มาเยี่ยมชมติมิมูนมากขึ้นในทุกๆ ปี
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำชม หมู่บ้านโบราณติมิมูน (Timimoun Old Ksour) Ksour หมายถึงหมู่บ้านหรือป้อมปราการโบราณ ที่สร้างด้วยโคลนและดินเหนียว ซึ่งกระจายอยู่ทั่วเขตโอเอซิสของเมือง Timimoun ในเขตทะเลทรายซาฮารา สถาปัตยกรรมของเมืองติมิมูนถือเป็นลักษณะเด่นของเมือง ทำให้เมืองนี้ได้รับฉายาว่า โอเอซิสสีแดง (Red Oasis) อาคารต่างๆ สร้างขึ้นจากดินแดงในท้องถิ่น ถนนในเมืองเก่ามักถูกคลุมด้วยผ้าเพื่อให้เกิดร่มเงา จากแสงแดดที่แผดเผาในทะเลทราย สิ่งก่อสร้างที่โดดเด่นที่สุด ตั้งอยู่บนยอดเขา แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นซากปรักหักพัง แต่ท่านสามารถมองเห็นวิวทะเลทรายและโอเอซิสเบื้องล่างได้แบบพาโนรามาสวยงามที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เมืองติมิมูนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าดึงดูดใจอย่างมาก
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Gourara 4*, Timimoun หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
หลังอาหารเช้า ให้ท่านพักผ่อนตามอัธยาศัย ท่านสามารถเพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์โดยรอบของเมืองติมิมูน ท่ามกลางทะเลทรายสีทอง ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสดใสอันสวยงาม
11.00 น. จากนั้นเดินทางไปยังสนามบินติมิมูน เพื่อเตรียมเช็คอินสำหรับเที่ยวบินภายในประเทศ
อาหารกลางวันอิสระตามอัธยาศัย
14.00 น. เหินฟ้าสู่ แอลเจอร์ (Algiers) ประเทศแอลจีเรีย โดยสายการบิน Air Algerie เที่ยวบินที่ AH6157 TNX-ALG (1500-1720) (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมง 20 นาที)
16.20 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติแอลเจียร์ หลังจากรับกระเป๋าสัมภาระแล้ว
เย็น รับประทานอาหารเย็น
เข้าสู่โรงแรมที่พัก Hotel Mercure Alger Aroport 4*, Algier หรือเทียบเท่า
เช้า รับประทานอาหารเช้า
นำท่านชม พระราชวังไรส์ (Palace of the Rais) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Bastion 23 สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1576 เป็นกลุ่มอาคารสไตล์มัวร์ที่ประกอบด้วยพระราชวัง 3 หลังและบ้านชาวประมง 6 หลัง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของศูนย์ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ
ชม พิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุและศิลปะอิสลาม (National Museum of Antiquities and Islamic Art) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดในแอลจีเรียและแอฟริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1835 หลังจากการยึดครองของฝรั่งเศส โดยมีการจัดแสดงครั้งแรกในปี ค.ศ. 1838 และย้ายมายังสถานที่ปัจจุบันในปี ค.ศ.1897 บนยอดเขา Mustapha Pasha ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า Park of Liberty พิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนโบราณวัตถุ (Antiquities Pavilion) จัดแสดงโบราณวัตถุจากยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคโรมัน และส่วนศิลปะอิสลาม (Islamic Arts Pavilion) จัดแสดงศิลปะและวัตถุจากยุคอิสลาม
นำท่านแวะถ่ายภาพกับ ที่ทำการไปรษณีย์กลาง (Grande Poste d’Alger) หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและเป็นสัญลักษณ์ของเมืองแอลเจียร์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนน Rue Larbi Ben M'hidi สร้างขึ้นในปีค.ศ.1910 โดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส เป็นสถาปัตยกรรมแบบ นีโอ-มัวร์ (Neo-Moorish) ผสมผสานศิลปะอิสลามและยุโรป จุดประสงค์เดิมเพื่อเป็นที่ทำการไปรษณีย์หลักของเมืองแอลเจียร์ จนกระทั่งในปีค.ศ. 2015 อาคารนี้ได้รับการปรับปรุงเพื่อเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของไปรษณีย์และโทรคมนาคมในแอลจีเรีย
กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน
นำท่านชม พิพิธภัณฑ์อนุสรณ์สถานผู้พลีชีพ (Martyrs Memorial and Museum) ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สงครามแอลจีเรีย อนุสาวรีย์นี้เปิดในปี ค.ศ.1982 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 20 ปี การประกาศอิสรภาพของแอลจีเรีย ถูกสร้างเป็นรูปใบตาลสามใบที่คอยบัง “เปลวไฟนิรันดร์” ไว้ข้างใต้ ที่ขอบใบตาลแต่ละใบมีรูปปั้นทหารที่แสดงถึงขั้นตอนการต่อสู้เพื่อเอกราชของแอลจีเรีย
ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางไปสนามบินนานาชาติแอลเจียร์ เพื่อเตรียมเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ
15.45 น. เหินฟ้าสู่ ดูไบ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบินที่ EK758 ALG-DXB (1545-0110) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง 25 นาที)
01.10 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติดูไบ รอเปลี่ยนเครื่องสำหรับเที่ยวบินถัดไป
03.05 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพฯ โดยสายการบิน EMIRATES เที่ยวบินที่ EK384 DXB-BKK (0305-1205) (ใช้เวลาบิน 6 ชั่วโมง)
12.05 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพมหานคร โดยสวัสดิภาพ
46/263 ซอยนิมิตใหม่ 40 ถนนนิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
ค้นหาโปรแกรมทัวร์
หน้าหลัก
ขอใบเสนอราคา