ทัวร์อัฟกานิสถาน ปากีสถาน Afghanistan Pakistan อิสลามาบัด ตักศิลา คาบูล เฮรัต บามิยัน

ทัวร์อัฟกานิสถาน ปากีสถาน Afghanistan Pakistan อิสลามาบัด ตักศิลา คาบูล เฮรัต บามิยัน - บริษัท บลิสฟูล ทราเวล จำกัด
รหัสทัวร์
108-26925
AG - Afghanistan Pakistan
วันที่เดินทาง
มี.ค.69 / ต.ค.69
ช่วงเวลา
11 วัน 9 คืน
เดินทางโดย
Thai Airways (TG)

ไฮไลท์ทริป ห้ามพลาด

  • Islamabad – Taxila – Kabul - Herat -Bamyan

เลือกวันเดินทาง

วันเดินทางไป - กลับ ผู้ใหญ่ท่านละ พักเดี่ยวเพิ่มเงิน ราคาเด็กท่านละ
14 ต.ค. 69 - 24 ต.ค. 69209,900 บาท29,000 บาทสอบถามเพิ่มเติมจอง

แผนการเดินทาง

15.45 น. คณะพร้อมกันที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ อาคารผู้โดยสารขาออกชั้น 4 row H / J ประตู 4-5 เคาน์เตอร์สายการบินไทย THAI AIRWAYS (TG) โดยมีเจ้าหน้าที่บริษัทคอยให้การต้อนรับและอำนวยความสะดวกในการเช็คอินด้านสัมภาระและเอกสารให้กับท่าน

18.45 น. เหินฟ้าสู่ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 349 (18.45-22.20) (ใช้เวลาบิน 5 ชั่วโมง 35 นาที) (บริการอาหารค่ำบนเครื่อง)

22.20 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอิสลามาบัด ตั้งอยู่ในเมืองราวัลปินดี ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 30 กิโลเมตร หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว นำท่านเดินทางเข้าสู่โรงแรมที่พัก

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Marriott Hotel 5*, Islamabad หรือเทียบเท่า

(เวลาท้องถิ่นที่ประเทศปากีสถาน ช้ากว่า ประเทศไทย 2 ชั่วโมง)

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เดินทางไปยัง สถานทูตอัฟกานิสถาน ณ กรุงอิสลามาบัด (การทำวีซ่าอัฟกานิสถานทุกท่านต้องแสดงตัวที่สถานทูต พร้อมพาสปอร์ตตัวจริงและรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการทำวีซ่า 1 วัน)

นำท่านเดินทางไปเยือนนครโบราณ เมืองตักศิลา (Taxila) เมืองตักศิลาเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรคันธาระ (Gandhara) ในอดีตเคยเป็นศูนย์การเรียนรู้ของศาสนาพุทธในยุคที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง และเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่สำคัญของโลกที่มีมาก่อนพุทธกาล จึงเป็นแหล่งศึกษาที่สำคัญของพุทธศาสนามีนักศึกษาจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งในอินเดียชมพูทวีปและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งเปอร์เซีย และประเทศทางแถบเอเชียกลางมาศึกษาเล่าเรียน ยุคนั้นไม่ว่าใครจะศึกษาศิลปะวิทยาการแขนงใดก็ตาม จะต้องไปศึกษากันที่ตักศิลา ปัจจุบันตักศิลาเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดในเอเชีย ซากปรักหักพังของที่ตั้งถิ่นฐานเผยให้เห็นรูปแบบวิวัฒนาการของเมืองในแถบสินธุ-อนุทวีปอินเดียตลอดระยะเวลากว่า 7 ศตวรรษ ตั้งแต่ช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาลจนกระทั่ง 200 ปีหลังคริสตกาล เมืองตักศิลาได้ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ.1980

นำท่านชม อารามจูเลี่ยน (Jaulian Buddhist Stupa & Monastery) เป็นอารามพุทธโบราณที่มีอายุย้อนกลับไปตั้งแต่ศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสตกาล สร้างขึ้นในช่วงรัชสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราช ผู้ทรงเป็น องค์อุปถัมภกพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ประติมากรรมที่นี่ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามและอยู่ในสภาพการอนุรักษ์ที่ดีกว่าธรรมราชิกาสถูป ประติมากรรมปูนปั้นที่ดีที่สุดบางชิ้นได้ย้ายไปที่พิพิธภัณฑ์ตักศิลาเพื่อจัดแสดง อย่างไรก็ดีมีประติมากรรมพระพุทธรูปนั่งที่มีรูกลมที่สะดือและมีจารึกอักษรขโรษฐีอยู่ข้างใต้เป็นสิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ มีข้อความจารึกไว้ว่า รูปสลักนี้เป็นของขวัญจากพุทธมิตรผู้ยินดีในธรรม ส่วนรูที่สะดือมีไว้เพื่อให้ผู้สักการะใช้นิ้วสอดเข้าไปเมื่อสวดมนต์เพื่อขจัดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายตามความเชื่อ อารามจูเลี่ยนได้รับความเสียหายอย่างหนักระหว่างการรุกรานของพวกฮั่นขาวในช่วงค.ศ.450 ส่งผลให้อารามจูเลี่ยนอยู่ในสภาพทรุดโทรมจนไม่สามารถฟื้นตัวได้และในที่สุดก็ถูกทิ้งร้างเช่นเดียวกับพุทธสถานอื่นๆ ในหุบเขาตักศิลา อารามจูเลี่ยนจึงเป็นส่วนหนึ่งของซากปรักหักพังอันงดงามของเมืองตักศิลา

นำท่านชม นครโบราณศรีกัลป์ (Sirkap City Ruins) นครโบราณในหุบเขาตักศิลา เป็นนครที่สร้างโดยชาวอินโด-กรีก หรือชาวแบคเตรีย (Bactria) ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช เมื่อ 190 ปีก่อนคริสตกาล จนเมืองดังกล่าวได้รับฉายาว่าเป็น Acropolis of Taxila ด้วยผังเมืองที่ถอดแบบมาจากเมืองกรีก ผังเมืองสี่เหลี่ยม มีถนนผ่ากลางจากเหนือสู่ใต้ มีบ้านเรือน ร้านค้า ชุมชน สถานที่ทางศาสนา กำแพงที่ก่อด้วยหิน อีกทั้งยังมีเขตพระราชวังของกษัตริย์ผู้ปกครอง ที่มีที่ตั้งอยู่บนเนินขนาดย่อม (Royal Palace of King Kunala) ปัจจุบันนครโบราณแห่งนี้หลงเหลือเพียงแค่ซากปรักหักพัง แต่ยังคงทิ้งร่องรอยของความเจริญรุ่งเรืองอันสูงสุดในยุคสมัยหนึ่งไว้

นำท่านชม ธรรมราชิกาสถูป (Dharmarajika Stupa) เป็นวัดและสถูปเจดีย์ที่เก่าแก่ที่ตั้งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ตักศิลาประมาณ 3 กิโลเมตร ภายหลังการทำสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ 3 ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ พระองค์ได้ทรงอาราธนาพระสมณทูตเดินทางไปเผยแผ่พระธรรมวินัยถึง 9 สาย และหนึ่งในนั้น คือ แคว้นคันธาระ ดังนั้นมหาสถูปแห่งตักศิลาได้สร้างขึ้นในสมัยที่มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาสู่แคว้นคันธาระ เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยมีรูปทรงพระสถูปร่วมสมัยกับพระสถูปสาญจี ซึ่งต่อมาพื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาขึ้นเป็นพระอารามขนาดใหญ่ เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุจำนวนมาก ในแคว้นคันธาระซึ่งพุทธศาสนารุ่งเรืองมากที่สุดในราวคริสต์ศตวรรษที่ 2 ซึ่งตรงกับสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราชแห่งราชวงศ์กุษาณะ ดังนั้น “ธรรมราชิกสถูป” ถูกสร้างขึ้นใน 2 วาระ ได้แก่ ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ในช่วงศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล และในสมัยพระเจ้ากนิษกะมหาราชได้สร้างธรรมราชิกสถูปขึ้นบนซากสถูปเดิมสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่มีอายุเก่าแก่กว่า ต่อมาได้ถูกทำลายโดยชาวฮั่นขาวในคริสต์ศตวรรษที่ 5 และถูกทอดทิ้งไป ธรรมราชิกาสถูปถูกขุดค้นพบขึ้นมาในปี ค.ศ.1912-1916 โดยกูลัม กาดีร์ (Mr.Ghulam Qadir) ภายใต้การดูแลของเซอร์ จอห์น มาร์แชล (Sir John Marshall)

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินทางกลับไปยัง เมืองอิสลามาบัด

นำท่านแวะถ่ายรูป มัสยิดไฟซาล (Shah Faisal Masjid or Faisal Mosque) ซึ่งเป็นมัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในปากีสถานและเอเชียใต้ และใหญ่เป็นอันดับหกของโลก สร้างโดยกษัตริย์ไฟซาล บิน อับดุล อาซิสแห่งราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ใช้เงินงบประมาณการสร้างสูงถึง 50 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ที่ออกแบบโดยช่างสถาปนิกชาวตุรกี มัสยิดแห่งนี้มีรูปทรงคล้ายเต้นท์กระโจมแปดเหลี่ยมของชนเผ่าเบดูอินที่อาศัยอยู่ในทะเลทราย และมีหออะซานที่ใช้เรียกขานละหมาดสูง 88 เมตร ทั้ง 4 ด้าน มองดูคล้ายดินสอแหลม ถือเป็นมัสยิดสมัยใหม่ที่มีรูปลักษณ์ทันสมัยผิดแผกต่างจากมัสยิดแบบดั้งเดิมที่มักมีโดมเป็นองค์ประกอบหลัก มัสยิดแห่งนี้สามารถบรรจุผู้คนได้ 10,000 คนภายในบริเวณโถงละหมาด และอีกกว่า 24,000 คนที่บริเวณระเบียงหน้ามุข รวมทั้งที่ลานอเนกประสงค์อีก 40,000 คน (ไม่สามารถเข้าชมด้านในได้)

นำท่านแวะถ่ายรูป อนุสาวรีย์ปากีสถาน (Pakistan Monument) เป็นอนุสรณ์สถานแห่งชาติและพิพิธภัณฑ์มรดกแห่งชาติตั้งอยู่บนเนินเขา Shakarparian ทางตะวันตกในกรุงอิสลามาบัด อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความสามัคคีของชาวปากีสถาน และอุทิศให้กับชาวปากีสถานผู้เสียสละ "วันนี้" เพื่อ "วันพรุ่งนี้" ที่ดีกว่า สัญลักษณ์กลีบดอกไม้ขนาดใหญ่ 4 กลีบ เป็นตัวแทนวัฒนธรรมหลักทั้ง 4 ของปากีสถาน ได้แก่ ปัญจาบ บาโลช ซินธี และปัคตุน กลีบดอกเล็กๆ สามกลีบเป็นตัวแทนของชนกลุ่มน้อย Azad Kashmir และ Gilgit-Baltistan การยกระดับทำให้อนุสาวรีย์นี้มองเห็นได้จากทั่วทั้งเขตนครอิสลามาบัด-ราวัลปินดี และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม

หากมีเวลาเหลือพอ นำท่านไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่สุดของเมืองอิสลามาบัด ณ เดอะ เซ็น ทอรัส มอลล์ (The Centaurus Mall) เพื่อเลือกซื้อขนมหรือของฝากอย่างอิสระตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Marriott Hotel 5*, Islamabad หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เดินทางไปยัง สถานทูตอัฟกานิสถาน เพื่อรับวีซ่าอัฟกานิสถาน

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

14.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอิสลามาบัด เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ สู่ประเทศ อัฟกานิสถาน ณ เคาน์เตอร์ สายการบินแคมแอร์ (Kam Air)

17.30 น. เหินฟ้าสู่ คาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน โดยสายการบิน แคมแอร์ เที่ยวบินที่ RQ928 (17.30-18.00​) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง)

(เวลาท้องถิ่นที่ประเทศอัฟกานิสถาน ช้ากว่า ประเทศปากีสถาน 30 นาที)

18.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว พบกับไกด์ท้องถิ่น นำท่านเดินทางไปยังโรงแรมที่พักเพื่อเช็คอิน

เมืองคาบูล (Kabul) เป็นเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน ตั้งอยู่ในบริเวณหุบเขาฮินดูกูชและล้อมรอบด้วยแม่น้ำคาบูล มีประชากรราว 5 ล้านคน กล่าวว่ากันว่าเมืองคาบูลมีอายุมากกว่า 3,500 ปีซึ่งถูกกล่าวถึงตั้งแต่สมัยจักรวรรดิเปอร์เซียอาเคเมนิด (Achaemenid Persian Empire) อดีตในช่วงแรกของราชวงศ์กุษาณ (Kushan Empire) ตั้งราชธานีอยู่ที่เมืองคาบูล ต่อมาย้ายมายังปุรุษปุระหรือเปศวาร์ (Peshawar) อีกทั้งในคริสต์ศตวรรษที่ 16 จักรวรรดิโมกุลใช้เมืองคาบูลเป็นเมืองหลวงในช่วงฤดูร้อน ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น ในปัจจุบันเมืองคาบูลทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของอัฟกานิสถาน

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Kabul Grand Hotel 5*, Kabul หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านเดินไปยังสนามบินนานาชาติคาบูล เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยัง เมืองเฮรัต

07.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติคาบูล เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินในประเทศ ณ เคาน์เตอร์ สาย การบินแคมแอร์ (Kam Air)

09.30 น. เหินฟ้าสู่ เฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน โดยสายการบิน แคมแอร์ เที่ยวบินที่ RQ101 (09.30-11.00​)

(ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 30 นาที)

11.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเฮรัต เมืองเฮรัต (Herat) เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับ 3 และอยู่ทางตะวันตกของอัฟกานิสถาน เชื่อกันว่าเมืองเฮรัตก่อตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ การค้า และวัฒนธรรมในภูมิภาคมายาวนาน แม้ว่าเมืองนี้จะได้รับการพัฒนาอย่างกว้างขวางในยุคปัจจุบัน แต่สถานที่นี้มีความโดดเด่นตรงที่ยังคงรักษาร่องรอยทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้เป็นส่วนใหญ่ และอนุสรณ์สถานอิสลามที่สำคัญหลายแห่งยังคงหลงเหลืออยู่

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

นำท่านชม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเฮรัต (Herat National Museum) ตั้งอยู่ในบริเวณป้อมปราการแห่งเฮรัตตอนล่าง พิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลามในกรุงเบอร์ลินทำงานร่วมกับสถาบันโบราณคดีเยอรมันเพื่อจัดทำเอกสารและบูรณะโบราณวัตถุ และเตรียมจัดแสดงพิพิธภัณฑ์เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 โดยมีสิ่งของจากภูมิภาคเฮรัตประมาณ 1,100 ชิ้นในพิพิธภัณฑ์ และมีจัดแสดงอยู่ประมาณ 250 ชิ้น ส่วนใหญ่มาจากคริสต์ศตวรรษที่ 10-13 เมื่อช่วงเฮรัตมีความสำคัญทางการเมืองและวัฒนธรรมในระดับสูงสุด มีเครื่องปั้นดินเผา งานโลหะ แผ่นหินจารึกหน้าหลุมศพของ Behzad จิตรกรชื่อดังของเปอร์เซียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 ต้นฉบับและหนังสือเก่า ของสะสมเก่า ปืนคาบศิลาและปืนใหญ่เก่า เป็นต้น พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีซุ้มประตูโค้งยาวและทางเดินที่ทำด้วยอิฐสีน้ำตาล แม้ว่าจะเล็กกว่าพิพิธภัณฑ์คาบูล แต่สถานที่นี้ให้ความรู้สึกทางสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์มากกว่า และสอดคล้องกับการบูรณะป้อมปราการโดยรวม

นำท่านชม ป้อมปราการแห่งเฮรัต (Herat Citadel) มีชื่อท้องถิ่นว่า Qala-e Ikhtiyaruddin หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ป้อมปราการแห่งอเล็กซานเดอร์” (Citadel of Alexender) ตั้งอยู่ในใจกลางของเมืองเก่าเฮรัต มีอายุย้อนกลับไปได้ถึง 330 ปีก่อนคริสตกาล เมื่อกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราชและกองทัพของเขามา ถึงในบริเวณแถบนี้ (ปัจจุบันคืออัฟกานิสถาน) ภายหลังยุทธการรบเกากาเมลา จักรวรรดิหลายแห่งใช้ที่นี่เป็นศูนย์บัญชาการใหญ่ในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา และถูกทำลายแล้วสร้างขึ้นมาใหม่หลายครั้งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาจากภาวะสงครามและการละเลยมานานหลายทศวรรษ ป้อมปราการเริ่มพังทลายลง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา องค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งตัดสินใจสร้างป้อมปราการขึ้นใหม่ทั้งหมดในช่วงปีค.ศ. 2006-2011 พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเฮรัตก็ตั้งอยู่ภายในป้อมปราการ โดยมีกระทรวงสารสนเทศและวัฒนธรรมของอัฟกานิสถานเป็นผู้ดูแลสถานที่ทั้งหมด

เดินทางไปชม มัสยิดจามาแห่งเฮรัต (Jama Masjid of Herat) เป็นมัสยิดวันศุกร์หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มัสยิดใหญ่แห่งเฮรัต” เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรมที่ตั้งอยู่ในเมืองเก่าเฮรัต ประเทศอัฟกานิสถาน เป็นมัสยิดที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และถือเป็นผลงานชิ้นเอกของสถาปัตยกรรมอิสลาม มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และผ่านการบูรณะซ่อมแซมหลายครั้งตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา ที่นี่มีชื่อเสียงจากหอคอยสุเหร่าสีฟ้าสดใสซึ่งประดับด้วยงานกระเบื้องอันวิจิตรบรรจงและโดมกลางขนาดใหญ่ซึ่งอยู่เหนือโถงละหมาด มัสยิดนี้ยังขึ้นชื่อในด้านความสำคัญทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากเคยเป็นศูนย์กลางทางศาสนาและวัฒนธรรมในสมัยราชวงศ์ติมูริด ยังใช้เป็นศูนย์กลางการศึกษารวมถึงการศึกษากฎหมายและเทววิทยาอิสลามอีกด้วย มัสยิดแห่งนี้ยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันและเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

หากมีเวลาเหลือ พาเดินชม ตลาดเฮรัตบาซาร์ (Herat Bazaar) อิสระให้ท่านได้สำรวจตลาดและสัมผัสวิถีชีวิตของชาวเฮรัต พร้อมเลือกซื้อสินค้าท้องถิ่นตามอัธยาศัย

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม

เข้าสู่โรงแรมที่พัก ARG Hotel 4*, Herat หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านชม เฮรัต มูซัลลาห์ คอมเพล็กซ์ (Herat Musalla Complex) เป็นกลุ่มอาคารทางศาสนาอิสลาม การก่อสร้างคอมเพล็กซ์แห่งนี้เริ่มต้นครั้งแรกในปีค.ศ.1417 ภายใต้คำสั่งบัญชาของพระราชินี Gawharshad พระมเหสีของผู้ปกครอง Timurid Shah Rukh ซึ่งมีตัวอย่างสถาปัตยกรรมติมูริดในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 15 และมีการก่อสร้างขยายเพิ่มเติมขึ้นในยุคต่อมา พบความเสื่อมสลายตามกาลเวลาอันเป็นผลพวงจากการเกิดแผ่นดินไหวและพิษสงครามหลายครา ปัจจุบันส่วนใหญ่เหลือเป็นซากปรักหักพังที่ซับซ้อน อันประกอบด้วย หอขานละหมาด 5 แห่ง สุสานของ Mir Ali Sher Navai สุสานของพระราชินี Gawhar Shad และซากปรักหักพังของมัสยิดขนาดใหญ่และกลุ่มอาคารมาดราซา เป็นต้น โดยมีอาคารบางส่วนได้รับการบูรณะใหม่บ้างแล้ว

ออกเดินทางสู่ สนามบินนานาชาติเฮรัต ระหว่างทาง นำท่านแวะชม สะพานมาลัน (Malan Bridge) เป็นสะพานโค้งสองเลนเหนือแม่น้ำฮารี สร้างขึ้นครั้งแรกราวปีค.ศ.1110 ในรัชสมัยของสุลต่าน อาหมัด ซันจาร์ (Ahmad Sanjar) แห่งราชวงศ์เซลจุค สะพานแห่งนี้ถือเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของเฮรัต เป็นสะพานเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในเส้นทางเก่าของเฮรัต-กันดาฮาร์ ปัจจุบันประกอบด้วยซุ้มโค้ง 22 ซุ้มและรอดพ้นจากน้ำท่วมหลายครั้ง โดยมีความยาว 230 เมตร กว้าง 8 เมตรและสูง 10 เมตร สะพานมาลันมีบทบาท สำคัญในการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจและรายได้ของชาวเฮรัต และด้วยเหตุนี้จึงมีการบูรณะใหม่หลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์

10.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเฮรัต เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินในประเทศ ณ เคาน์เตอร์ สายการ บินแคมแอร์ (Kam Air)

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวันแบบ Packed Lunch ที่สนามบิน

12.30 น. เหินฟ้าสู่ คาบูล เที่ยวบินที่ RQ102 (12.30-13.45​) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 15 นาที)

13.45 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติคาบูล พร้อมรับกระเป๋าสัมภาระแล้ว

บ่าย พาชม ถนนไก่ (Chicken Street) เป็นถนนสั้นๆ ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในกรุงคาบูล ถนนสายนี้ถือเป็นถนนช้อปปิ้งที่เป็นสัญลักษณ์ของเมือง และเป็นที่นิยมในหมู่ชาวต่างชาติ ที่ต้องการตามหาของฝาก ถนนแห่งนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของผู้คนท้องถิ่น เรียงรายไปด้วยร้านค้า ขายเครื่องประดับ ของเก่าและพรม สิ่งเดียวที่ไม่มีขายแล้วบนถนนแห่งนี้คือ ไก่ ถัดไปไม่ไกลนัก พาชมถนนที่ยาวเพียงสองช่วงตึก ถนนดอกไม้ (Flower Market) เรียงรายด้วยดอกกุหลาบและดอกไม้อื่นๆ ให้ได้เลือกซื้อ

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Kabul Grand Hotel 5*, Kabul หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

ออกเดินทางสู่ เมืองปาร์วัน (Parwan) เป็นหนึ่งใน 34 จังหวัดของประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองคาบูล (65 KMS. / 1 HR 45 MIN)

นำท่านชม สถูปตอฟดารา (Topdara Stupa) แหล่งโบราณคดีด้านพุทธศาสนาในอัฟกานิสถานที่ได้รับการบูรณะล่าสุด มหาสถูปโบราณแห่งนี้มีโครงสร้างหลักคือสถูปหินบนฐานทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 23 เมตรและสูง 33 เมตร ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเทือกเขาฮินดูกูช ใกล้กับเมืองชาริการ์ (Charikar) เมืองเอกของจังหวัดปาร์วัน และอยู่ในรัศมีเขตบากรัม (Bagram) ซึ่งเขตนี้จะเป็นเขตที่พบโบราณวัตถุและโบราณสถานจำนวนมากที่ทับซ้อนหลายวัฒนธรรม เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในอัฟกานิสถานตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน อาทิสมัยของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชก็เลือกที่นี่เป็นเมืองฐานที่มั่นในการสู้รบ แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาก็ตั้งฐานทัพอากาศที่นี่ในชื่อว่า Bagram Air Base ความเป็นมาของมหาสถูปนี้มีประวัติย้อนกลับไปในสมัยที่บากรัมเป็นที่ประทับฤดูร้อนของจักรวรรดิกุษาณในรัชสมัยของพระเจ้ากนิษกะ จึงเป็นสถูปที่มีอายุยาวนานกว่า 1,870 ปี ถือว่าเป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมของอัฟกานิสถานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวนับพันคนได้ในอนาคต โดยล่าสุดที่นี่ได้รับรางวัล Award of Merit of the UNESCO Asia-Pacific Awards for Cultural Heritage Conservation ในปีค.ศ.2022

ออกเดินทางต่อไปยัง บัมยัน หรือ บามียัน (Bamyan or Bamiyan) เป็นอีกจังหวัดหนึ่งใน 34 จังหวัดของประเทศอัฟกานิสถาน (175 KMS / 3.5 HRS.) ตั้งอยู่ในภาคกลางของอัฟกานิสถาน โดยมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาทางปลายด้านตะวันตกของเทือกเขาฮินดูกูช และมีที่ราบสูง อดีตเมืองบามียันเคยเป็นศูนย์กลางด้านการค้าและพุทธศาสนาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 4-5 ในสมัยโบราณอัฟกานิสถานตอนกลางได้ถูกวางยุทธศาสตร์ให้เป็นจุดแวะพักสำหรับนักเดินทางและกองคาราวานเส้นทางสายไหมที่สลับไปมาในภูมิภาค โดยมีการค้าขายระหว่างจักรวรรดิโรมัน ราชวงศ์ฮั่น เอเชียกลาง และเอเชียใต้ บัมยันจึงเป็นแหล่งที่องค์ประกอบของศิลปะกรีกและพุทธถูกรวมเข้าด้วยกันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่เรียกว่าศิลปะกรีก-พุทธ ปัจจุบันบามียันเป็นหนึ่งในแหล่งโบราณคดีที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดในภูมิภาค ที่นี่ถูกทำให้รู้จักโด่งดังกันไปทั่วโลกเพราะอัฟกานิสถานด้วยความยากลำบากและระบอบการปกครองที่แตกต่างกัน กับสงครามกลางเมืองที่กินเวลายาวนาน พระพุทธรูปแห่งบามียันถูกทำลายโดยกลุ่มตอลิบานเมื่อต้นปี ค.ศ. 2001

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

ระหว่างทาง แวะชม สุสานรถถัง (Tank Graveyard) ซากรถถังโซเวียตที่มีมากมายสุดลูกหูลูกตา จากสงครามโซเวียต-อัฟกานิสถานในช่วงปี ค.ศ.1980 ซึ่งเรียงรายอยู่ในไร่มันฝรั่งในเมืองบามิยัน อดีตบริเวณนี้เคยเป็นฐานทัพเก่าของโซเวียตที่ถูกทิ้งร้าง สะท้อนให้เห็นถึงอดีตอันขมขื่นอันเนื่องมาจากสงครามที่ประเทศอัฟกานิสถานต้องเผชิญมาตลอดหลายปี

นำท่านชม ตลาดงานฝีมือ (Banyan Craft Bazaar) กลุ่มผู้หญิงในเมืองบามิยันได้กู้ยืมเงินจากธนาคารท้องถิ่น เพื่อจัดตั้งตลาดที่จำหน่ายผ้าลูกไม้ และงานหัตถกรรมของตนเองและของพื้นที่อื่น ๆ ตลาดแห่งนี้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมาก จากการที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาอุดหนุนงานฝีมือเพิ่มมากขึ้น

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารในโรงแรม

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Silk Road Hotel 4*, Bamyan หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

ออกเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติบันด์-เอ อามีร์ (Band-e Amir National Park) <80 KMS /1.5 HRS> ถูกจัดตั้งให้เป็นอุทยานแห่งชาติแห่งแรกของอัฟกานิสถานในปีค.ศ. 2009 เพื่อส่งเสริมและปกป้องระบบนิเวศวิทยาและความงามตามธรรมชาติของทะเลสาบสีน้ำเงินเข้มหลายแห่งที่เกิดขึ้นในเทือกเขาฮินดูกูช ณ ระดับความสูงราว 3,000 เมตร บันด์-เอ อามีร์เป็นกลุ่มทะเลสาบที่ทอดยาวต่อเนื่องกัน 6 แห่ง ได้แก่ ทะเลสาบ Band-e Gholaman, Band-e Qambar, Band-e Haibat, Band-e Panir, Band-e Pudina, Band-e Zulfiqar แม่น้ำบัลข์ก็มีต้นเกิดที่นี่และไหลไปยังจังหวัดบัลค์ทางตอนเหนือ ที่นี่ก็ถูกกล่าวขานว่า เป็น “แกรนด์แคนยอนของอัฟกานิสถาน” ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาเยี่ยมชมทุกปี

กลางวัน รับประทานอาหาร ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย เดินทางกลับสู่ เมืองบามียัน ระหว่างทาง แวะไปชม หุบเขาดาร์ยา อัจดาฮาห์ (Darya Ajdahar) หรือ Valley of the Dragon (หุบเขามังกร) เพื่อชมทิวทัศน์อันน่าทึ่งของอัฟกานิสถานที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเทือกเขากลุ่มหินที่ขรุขระตั้งตระหง่าน โดยมีท้องฟ้าสีฟ้าใสและเมฆสีขาวปุยเป็นฉากหลัง ท่านจะสัมผัสได้ ถึงอากาศบนภูเขาที่สดชื่นและได้ยินเสียงกระซิบที่พัดผ่านสายลมที่อ่อนโยนเป็นองค์ประกอบที่น่าทึ่ง พร้อมฟังตำนานเรื่องราวเกี่ยวกับที่มาของชื่อหุบเขามังกรจากไกด์ท้องถิ่นว่าที่นี่มีความเกี่ยวข้องกับท่าน อาลี ซึ่งเป็นลูกเขยของศาสดาโมฮัมเหม็ดอย่างไร ปัจจุบันหมู่บ้านอัจดาฮาร์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ตั้งอยู่ที่บริเวณหัวหุบเขานั้นถูกสร้างขึ้นโดยสหประชาชาติเพื่อชาวฮาซารา (ชนพื้นเมืองเก่าที่เคยอาศัยอยู่แถบนี้) ที่ลี้ภัยแล้วเดินทางกลับจากอิหร่านและปากีสถาน สถานที่บริเวณนี้แทบไม่มีพืชพรรณเหลืออยู่เลย แต่หมู่บ้านต่างๆ ต่างก็พยายามอย่างหนักเพื่อหาเลี้ยงชีพ ส่วนตัวมังกรอยู่ที่ปลายสุดของหุบเขา

นำท่านเยี่ยมชม บ้านในถ้ำ (Residential Cave) ชาวอัฟกานิสถานบางส่วนอาศัยอยู่ในถ้ำ เนื่องจากความยากจน หรืออาจเพราะความปรารถนาที่จะรักษาวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้ หน้าผาหินทรายในเมืองบามิยัน เป็นที่ตั้งของถ้ำหลายพันแห่ง ซึ่งเดิมทีพระภิกษุสงฆ์ใช้สำหรับการทำสมาธิและปฏิบัติธรรม ปัจจุบันมีครอบครัวชาวอัฟกานิสถานประมาณ 700 ครอบครัวอาศัยอยู่ในถ้ำเหล่านี้ ซึ่งยังคงขาดสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและน้ำประปา

นำท่านแวะชมจากด้านนอก ชาร์-อี โกลโกลา (Shahr-e Gholghola) ซึ่งมีความหมายว่า "เมืองแห่งเสียงกรีดร้อง" ในภาษาเปอร์เซีย หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เมืองวิบัติ” ถือเป็นเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่การทำลายล้างอันน่าสลดใจไปจนถึงซากทางโบราณคดีอันงดงามที่กลายเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันมั่งคั่งในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นเสมือนขุมสมบัติสำหรับทั้งผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์และผู้แสวงหาการผจญภัย เพราะการขุดค้นพบทางโบราณคดีที่นี่ทำให้ได้พบกับขุมสมบัติประติมากรรมทางพุทธศาสนา เครื่องปั้นดินเผา และสิ่งประดิษฐ์ล้ำค่าอื่นๆ ซึ่งช่วยสะท้อนให้มองเห็นอดีตอันรุ่งเรืองและให้ข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณของภูมิภาค รวมถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมของเมืองที่สาบสูญแห่งนี้ ป้อมปราการแห่งนี้ถูกกองทัพมองโกลของเจงกิสข่านพิชิตและทำลายในปี ค.ศ.1221 กองกำลังมองโกลผู้โหดเหี้ยมปิดล้อมป้อมปราการนำไปสู่การยึดครองและการทำลายล้างในที่สุด เกิดเหตุเฉกเช่นเดียวกับป้อมปราการชาร์-อี โซเฮก

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Silk Road Hotel 4*, Bamyan หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เดินทางไปชม พระพุทธรูปบามียัน (Buddhas of Bamiyan) เป็นพระพุทธรูปยืนขนาดใหญ่จำนวน 2 องค์ที่สลักอยู่บนหน้าผาสูง 2,500 เมตร ตั้งอยู่ในหุบเขาบามียัน ในเขตฮาซารา ตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน ซึ่งถูกสร้างขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 6 โดยพระพุทธรูปองค์โตสูง 55 เมตรที่ประทับยืนอยู่ทางทิศตะวันตก องค์ "พระพุทธเจ้าทิศตะวันตก" ชาวบ้านท้องถิ่น เรียกว่า “ซาลซาล” ส่วนองค์น้อยสูง 38 เมตร ที่ประทับยืนอยู่ทางทิศตะวันออก หรือองค์ "พระพุทธเจ้าทิศตะวันออก" ชาวบ้านท้องถิ่นเรียก ว่า “ชามามา” ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา นอกจากนี้ยังมีการสร้างถ้ำโบราณจำนวนมากบนหน้าผา ภายในถ้ำมีร่องรอยของจิตรกรรมฝาผนังอันวิจิตรงดงามหลายชิ้น ภาพวาดเหล่านี้บางส่วนเผยให้เห็นการใช้สีน้ำมันในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 7 ทำให้เป็นตัวอย่างภาพเขียนสีน้ำมันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แม้กาลเวลาจะผันผ่านตามไปยุคสมัยและสถานการณ์สงครามหลายช่วงก็ดี พระพุทธรูปบามียันยังดำรงคงอยู่อย่างโดดเด่นบนพื้นที่หุบเขาแห่งนี้ซึ่งกาลครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดแวะพักของกองคาราวานบนเส้นทาง สายไหมและเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ครั้นต่อมาพระพุทธรูปแห่งบามียันถูกกลุ่มตาลิบันระเบิดทำลายลงในเดือนมีนาคมปีค.ศ.2001 ด้วยอ้างเหตุผลว่ารูปเคารพนั้นผิดหลักศาสนาอิสลาม ต่อมาพื้นที่และซากโบราณสถานแห่งนี้ได้รับขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก้ในปีค.ศ. 2003

นำท่านแวะชมจากด้านนอก ป้อมปราการชาร์-อี โซเฮก (Shahr-e Zohak) หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า เมืองสีแดง (Red City) เชื่อกันว่าป้อมปราการนี้ก่อตั้งขึ้นในช่วงระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 5-6 โดยชาวเฮฟทาไลท์ ตั้งอยู่ที่ทางทิศตะวันออกสุดของหุบเขาบามียัน เหนือจุดบรรจบกันของแม่น้ำ 2 สาย หุบเขาบามียันเคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเชื่อมต่อยุโรปกับอินเดียและจีน ต่อมาในช่วงคริสต์ ศตวรรษที่ 10-13 อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์กัซนาวิด (Ghaznavid) และราชวงศ์โกริด (Ghorid) ที่นี่เคยเป็นป้อมปราการที่ปกป้องทางเข้าหุบเขาบามียัน เหตุการณ์สำคัญคือในปีค.ศ.1221 ป้อมปราการแห่งนี้ถูกทำลายโดยท่านเจงกีสข่าน (Genghis Khan) และกองทัพของเขา เหตุเพราะหลานชายของเขาที่ชื่อว่า มูทูคาน ซึ่งมีอายุ 15 ปีจะต้องพบกับความตายในช่วงต้นเมื่อเขาเข้าไปในหุบเขาบามียันที่ป้อมปราการชาร์-อี-โซเฮก มีลูกธนูที่ยิงจากภายในกำแพงป้อมปราการที่ถูกปิดล้อมได้คร่าชีวิตมูทูคานไป ข่าวไปถึงเจงกิสข่านและเขาโกรธมากที่เขาลงไปที่หุบเขาบามียันด้วยความโกรธ สั่งให้คนของเขาฆ่าทุกสิ่งในบามิยัน ผู้ชาย ผู้หญิง แม้แต่เด็กและปศุสัตว์ จนที่นี่กลายเป็นซากปรักหักพังจำนวนมาก ปัจจุบันได้รับการบูรณะและอนุรักษ์โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการใหม่ในอัฟกานิสถานที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การยูเนสโก้ (UNESCO) และรัฐบาลอิตาลี

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย เดินทางไปชม ปราสาทแพกห์มาน (Paghman Hill Castle) เป็นพระราชวังที่ตั้งอยู่ในเมืองแพกห์มาน เขตจังหวัดคาบูล ปราสาทและพื้นที่โดยรอบถูกใช้เป็นที่พักผ่อนของประธานาธิบดีและเป็นสถานที่ต้อน รับแขกบ้านเมืองชาวต่างชาติ สถานที่นี้เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมในปี ค.ศ.2014 และมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมากมาย ปราสาทแห่งนี้มี 3 ชั้นและทำจากหินอ่อนและไม้ของอัฟกานิสถานจากจังหวัดคูนาร์ ภายในพระราชวังตกแต่งอย่างสวยงามด้วยพรมอัฟกานิสถานทอมือแบบดั้งเดิม

แวะถ่ายรูปกับ ประตูตัก-อี ซาฟาร์ (Taq-e Zafar) หรือเรียกว่า “ประตูชัย” ในเมืองแพกห์มาน เป็นซุ้มประตูอนุสรณ์สถานที่โด่งดังที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงเอกราชของอัฟกานิสถานหลังสงครามแองโกล-อัฟกันครั้งที่ 3 ในปีค.ศ.1919

นำท่านแวะชม ทะเลสาบคาร์กา (Qargha Lake) ผ่อนคลายยามเย็นกับทะเลสาบใกล้กับตัวเมืองคาบูล ทะเลสาบคาร์กามีทัศนียภาพอันงดงามล้อมรอบด้วยภูเขาพร้อมด้วยต้นไม้เขียวขจี

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Kabul Grand Hotel 5*, Kabul หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

เดินทางไปชม พิพิธภัณฑ์แห่งชาติอัฟกานิสถาน (National Museum of Afghanistan) ตั้งอยู่ในย่านดารูลามาน นอกกรุงคาบูล ประเทศอัฟกานิสถาน เดิมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อตั้งขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1919 ตั้งอยู่ในพระราชวัง Bagh-i-Bala ในกรุงคาบูล โดยได้ย้ายมายังที่ตั้งปัจจุบันในปีค.ศ.1931 โดยจัดแสดงวัตถุทางโบราณคดีและศิลปะที่หลากหลายซึ่งแสดงถึงอดีตอันยาวนานและหลากหลายของอัฟกานิสถาน ความหลากหลายของการจัดเก็บโบราณวัตถุของพิพิธภัณฑ์เป็นผลพวงมาจากที่ตั้งของอัฟกานิสถานบนเส้นทางสายไหมโบราณ ซึ่งนำสินค้าที่หลากหลายรวมถึงแนวคิดใหม่ๆ มาสู่ภูมิภาค อาทิ ซากมนุษย์ยุคหิน ประติมากรรมปูนปั้นทางพุทธศาสนาและรูปปั้นหินอ่อนฮินดูโบราณ เป็นต้น ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นกษัตริย์กนิษกะที่ได้รับการบูรณะใหม่ และกลุ่มเครื่องทองชาวแบคเทรียนที่ถูกขุดพบทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานในช่วงปลายทศวรรษ 1970 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ยังเป็นแหล่งสะสมเหรียญกรีกและโรมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

นำท่านเดินชม เมืองเก่าคาบูล (Kabul Old Town) ที่เต็มไปด้วยบ้านเก่าแก่อายุหลายศตวรรษ ที่ถูกเรียกว่า มูรัด คาน (Murad Khane) ในอดีต ช่างฝีมือได้แกะสลักโครงสร้างบ้านเรือนเหล่านี้จากไม้ แต่ด้วยเหตุการณ์สงคราม นำมาสู่ความยากจน จึงทำให้เกิดการละเลยที่จะซ่อมบำรุง ทำให้สถานที่แห่งนี้เหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา

นำท่านเดินชม ตลาดนกกา ฟารูชิ (Ka Farushi Bird Market) เป็นแหล่งซื้อขายนกนานาชนิดที่เก่าแก่อายุหลายร้อยปีในเขตเมืองเก่าคาบูล ซึ่งมีจำหน่ายทั้งนกแก้ว นกกระทา นกป่าและนกที่นำเข้ามาจากอิหร่านและปากีสถาน รวมถึงไก่ชนและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ เพราะการเลี้ยงนกถือเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของชาวอัฟกัน เพื่อเก็บเกี่ยวความสุขจากกิจกรรมงานอดิเรกท่ามกลางภาวะสงครามต่อเนื่องที่ผ่านมา

นำท่านผ่านชม มัสยิดปุล อี คุชติ (Pul-e Khushti Mosque) มัสยิดที่ตั้งอยู่ในย่านใจกลางเมืองเก่าของคาบูล มัสยิดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 และได้รับการบูรณะหลายครั้ง โดดเด่นด้วยโดมสีน้ำเงินขนาดใหญ่ การออกแบบมัสยิดร่วมสมัยผสมผสานสไตล์โมเดิร์นนานาชาติ เข้ากับกระเบื้องอัฟกานิสถานแบบดั้งเดิมได้อย่างลงตัว

แล้วนำท่านชม สวนบาเบอร์ (Babur Garden or Bagh-e Babur) เป็นสถานที่พำนักแห่งสุดท้ายของกษัตริย์บาเบอร์ (Babur) จักรพรรดิโมกุลองค์แรก แม้ว่าอัฟกานิสถานในปัจจุบันจะไม่ใช่บ้านเกิดดั้งเดิมของเขา (เขาเกิดที่เมืองเฟอร์กานาในอุซเบกิสถาน) แต่เขารู้สึกหลงใหลในกรุงคาบูลมากจนเขาปรารถนาที่จะถูกฝังที่นี่ เมื่อบาบูร์เสียชีวิตในปีค.ศ.1530 โดยตอนแรกเขาถูกฝังในเมืองอัคราโดยขัดกับความปรารถนาของเขา ในช่วงระหว่างปีค.ศ.1539-1544 เชอร์ ชาห์ ซูริ (Sher Shah Suri) ได้ทำตามความปรารถนาของเขาและฝังเขาไว้ที่สวนแห่งนี้ สวนแห่งนี้จัดวางเป็นขั้นบันได 15 ขั้นบนเนินเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงคาบูล แกนของมันชี้ไปที่นครเมกกะ หลุมศพของกษัตริย์บาเบอร์ตั้งอยู่บนระเบียงที่ 14 และเดิมล้อมรอบด้วยฉากหินอ่อนสีขาว แม้ว่าฉากจะถูกทำลายด้วยสงครามและการก่อกวนในคริสต์ศตวรรษที่ 20 แต่ก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ระหว่างปีค.ศ.2002-2006 โดย Aga Khan Trust for Culture ตามภาพวาดของ Charles Masson ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 บนระเบียงด้านล่างถัดไป ชาห์จาฮานได้สร้างมัสยิดเล็กๆ ในปีค.ศ.1645-1646 นอกจากนี้เขายังสร้างช่องทางน้ำที่ไหลผ่านแกนกลางของสวนขึ้นใหม่และสร้างตลาดคาราวานซารายเพิ่มที่บริเวณฐานของสวน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสวนตั้งแต่ปีค.ศ.1842 เกิดแผ่นดินไหวได้ทำลายกำแพงสวนและมัสยิดของชาห์จาฮาน ต่อมาในช่วงทศวรรษที่1880 อามีร์ อับดูราห์มาน ข่าน ผู้ปกครองท้องถิ่นได้ปรับปรุงสวนในสไตล์ที่ได้รับอิทธิพลจากรสนิยมชาวยุโรปมากกว่าแบบโมกุล โดยเขาได้เพิ่มศาลากลางและที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ที่เรียกว่า พระราชวังของราชินี ให้กับบีบี ฮาลิมา ภรรยาของเขา สวนแห่งนี้ถูกดัดแปลงเป็นสวนสาธารณะในช่วงการปกครองของท่านนาดีร์ ชาห์ (Nadir Shah) ในช่วงทศวรรษที่ 19 โดยมีการก่อสร้างสระน้ำ อ่างเก็บน้ำ และสวนดอกไม้ตามแนวแกนกลางของภูมิทัศน์ ในที่สุดสระว่ายน้ำและเรือนกระจกที่ทันสมัยก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1980 ครั้นต่อมาเกิดสงครามระหว่างกลุ่มที่แข่งขันกันในกรุงคาบูลก่อให้เกิดภัยคุกคามร้ายแรงเริ่มต้นในปี 1992 การสู้รบในพื้นที่ทำให้เกิดไฟไหม้ทำลายพระราชวังของราชินีและมัสยิดได้รับความเสียหายสาหัส อย่างไรก็ดีในปีค.ศ.2011 สวนแห่งนี้ได้รับการบูรณะใหม่ทั้งหมดเนื่องจากความพยายามของ UNCHS Habitat และ Aga Khan Trust for Culture หลังจากเคลียร์ทุ่นระเบิดและทำการสำรวจทางโบราณคดีอย่างครอบคลุมแล้ว AKDN ได้ปลูกสวนใหม่และบูรณะอาคารเดิมส่วนใหญ่ ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองคาบูลและเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวเมือง

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

บ่าย นำท่านชม มัสยิดซากี (Sakhi Shrine) เป็นมัสยิดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ในเชิงเขาอาซามายี (Koh-e Asamai) ตอนเหนือของกรุงคาบูล สร้างโดยกษัตริย์แห่งอัฟกานิสถาน พระนามว่า Ahmed Shah Durani ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ขณะที่ท่านได้สั่งให้นำเสื้อคลุมของศาสดามูฮัมหมัดจากเมืองบุคาร่า (Bukhara) ไปยังเมืองกันดาฮาร์ (Kandahar) โดยกองคาราวานดังกล่าวได้เดินทางมาหยุดพักในบริเวณนี้และมีชาวซูฟีได้ฝันถึงท่านอาลีได้สวดมนต์ภาวนาต่อเนื่องกัน 2 วัน (ผู้เป็นอิหม่ามคนแรกของนิกายชีอะห์) กษัตริย์จึงดำริให้สร้างมัสยิดในบริเวณดังกล่าว มัสยิดแห่งนี้ได้รับการขยายต่อเติมและบูรณะตามยุคสมัย ที่นี่มีชื่อเสียงจากงานกระเบื้องและการประดิษฐ์ตัวอักษรอันวิจิตรบรรจง และถือเป็นสถานที่แสวงบุญยอดนิยมสำหรับชาวมุสลิมชีอะห์ และยังเป็นสถานที่สำคัญทางสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์ในกรุงคาบูลอีกด้วย

นำท่านแวะถ่ายภาพกับ ชาห์-อี ดู ชัมเชรา (Shah-e Doh Shamshira) หรืออีกชื่อว่า “มัสยิดแห่งราชาด้วยดาบสองคม” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำคาบูล เป็นหนึ่งในมัสยิดที่แปลกที่สุดในศาสนาอิสลาม สร้างขึ้นในช่วงปีค.ศ.1920 ระหว่างการขับเคลื่อนเพื่อความทันสมัยของกษัตริย์ อามานุลลอฮ์ ข่าน เป็นอาคาร 2 ชั้นโดยด้านหน้าอาคารทั้งหมดเป็นสถาปัตยกรรมแบบบารอคพร้อมรายละเอียดงานปูนปั้นเลือกสีขาวตัดกับสีเหลืองเลมอนที่ดูสดใส การที่อาคารมีสองชั้นนั้นยิ่งแปลกขึ้นไปอีกและมีเพียงหออะซานเล็กๆ เท่านั้นที่เปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงของอาคาร

ค่ำ รับประทานอาหารค่ำ ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

เข้าสู่โรงแรมที่พัก Kabul Grand Hotel 5*, Kabul หรือเทียบเท่า

เช้า รับประทานอาหารเช้าในโรงแรม

นำท่านเดินทางไปชม มัสยิดอีดกาห์ (Eidgah Great Mosque) เป็นมัสยิดที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเมืองคาบูล 'Id Gah' แปลว่า “พื้นที่สวดมนต์” เป็นหนึ่งในมัสยิดที่เก่าแก่ที่สุดในกรุงคาบูล สร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และสร้างเสร็จในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งขณะนั้นถูกปกครองโดยเจ้าผู้ครองนครชื่อ อับดุล เลาะห์มาน ข่าน (Emir Abdur Rahman Khan) และลูกชาย ฮาบีบุลลอฮ์ ข่าน (Habibullah Khan) มัสยิดแห่งนี้มีผู้คนจำนวนมากมาละหมาดทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงการละหมาดอีดิลฟิตริและอีดิลอัฎฮาพิเศษประจำปีด้วย อีกทั้งลานกว้างของมัสยิดเป็นฉากเทศกาลทางพิธีศาสนาและพิธีการสำคัญต่างๆ เช่น พิธีราชาภิเษก งานศพ ขบวนพาเหรดทหาร เป็นต้น เหตุการณ์สำคัญคือ กษัตริย์อามานุลลอฮ์ ข่าน ได้ประกาศเอกราชครั้งประวัติศาสตร์สำคัญของอัฟกานิสถานที่นี่ในปีค.ศ.1919

นำท่านแวะชมจากด้านนอก บาลา ฮิสซาร์ (Bala Hissar) แปลว่า “ป้อมสูง” ตั้งอยู่ในเขตกรุงคาบูล เป็นกลุ่มอาคารที่ตั้งตระหง่านและเป็นหนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดที่หลงเหลืออยู่จากประวัติศาสตร์อันยาวนานในเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน นอกจากนี้ปัจจุบันยังเป็นเขตอนุรักษ์ทางโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ต้นกำเนิดของป้อมปราการบาลา ฮิซาร์ไม่ชัดเจน แต่มีการพบเครื่องปั้นดินเผาก่อนยุค Kushan รวม ถึงเหรียญอินโดกรีก และ Achaemenid ในบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบ่งชี้ถึงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ตั้งแต่อย่างน้อยคริสต์ศตวรรษที่ 6 อย่างไรก็ดีมีหลักฐานสำคัญที่แสดงชัดเจนให้เห็นว่าป้อมปราการที่นี่ถูกปิดล้อมและยึดครองโดยกษัตริย์บาบูร์ ผู้ก่อตั้งจักรวรรดิโมกุล ในปีค.ศ.1504 หลังจากที่กษัตริย์อัคบาร์รับช่วงต่อจากบิดาของเขาได้รวมการปกครองของเขาเหนือคาบูล บาลา-ฮิซาร์ก็กลายเป็นที่อยู่อาศัยหลักของผู้ว่าการกรุงคาบูลซูบาห์ภายใต้การปกครองของพวกโมกุล พื้นที่ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นป้อมปราการในพระราชวังที่โดดเด่น โดยมีขนาดเทียบได้กับที่อัคราและลาฮอร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของโมกุล ผนังด้านนอกของป้อมปราการได้รับการเสริมความแข็งแกร่ง และพื้นที่ของสถานที่ก็ขยายออกไป แต่หลังจากที่พวกโมกุลสูญเสียคาบูล ป้อมปราการก็ถูกละเลย ด้วยเหตุที่บาลา-ฮิซาร์เป็นป้อมปราการหลักของคาบูลจึงเป็นเวทีสำหรับเหตุการณ์สำคัญต่างๆ ทั้งในสงครามแองโกล-อัฟกานิสถานครั้งแรก (ค.ศ.1838-1842) และสงครามแองโกล-อัฟกานิสถานครั้งที่สอง (ค.ศ. 1878-1880) ทูตอังกฤษประจำกรุงคาบูล เซอร์ปิแอร์ หลุยส์ นโปเลียน คาวาญญารี ถูกสังหารภายในป้อมเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.1879 ซึ่งก่อให้เกิดการจลาจลและป้อมปราการได้รับความเสียหายหนักจากการถูกเผาทำลายและคลังแสงถูกระเบิด

นำท่านชม สถูปเชวากี (Shewaki Buddhist Stupa) เป็นสถูปเจดีย์พุทธในพื้นที่เชวากีทางทิศตะวัน ออกของเมืองคาบูล สร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 1-3 ก่อนคริสตกาล ในยุคจักรวรรดิกุษาณะ อดีตที่นี่เป็นส่วนหนึ่งของศาสนสถานที่ตั้งอยู่บนเส้นทางจาริกแสวงบุญของชาวพุทธที่เดินทางจากเขตแอ่งที่ราบในอินเดียไปยังเมืองบามียันบนที่ราบสูง ปัจจุบันที่นี่ได้รับการบูรณะใหม่แล้ว และนักโบราณคดีได้ค้นพบโบราณวัตถุสมัยพุทธกาล เจดีย์พุทธขนาดเล็ก 8 องค์ รวมถึงป้อมปราการ กำแพง และสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ อีก 176 ชิ้นก็ถูกค้นพบในเมืองเชวากี อันแสดงให้เห็นว่าพื้นที่เหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมคันธาระ คันธาระเป็นศูนย์กลางสำคัญของอารยธรรมทางพุทธศาสนาเป็นเวลา 1,000 ปี

กลางวัน รับประทานอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคารท้องถิ่นในสนามบิน

ได้เวลาอันสมควร นำท่านเดินไปยังสนามบินนานาชาติคาบูล

12.00 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติคาบูล เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ สู่ปากีสถาน ณ เคาน์เตอร์ สายการบินแคมแอร์ (Kam Air)

14.50 น. เหินฟ้าสู่ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดย Kam Air เที่ยวบินที่ RQ927 (14.50-16.30) (ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 10 นาที)

16.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอิสลามาบัด ตั้งอยู่ในเมืองราวัลปินดี ห่างจากกรุงอิสลามาบัดไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 30 กิโลเมตร หลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อยแล้ว

เย็น รับประทานอาหารเย็น ณ ภัตตาคารท้องถิ่น

20.30 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอิสลามาบัด เตรียมตัวเช็คอินสำหรับเที่ยวบินระหว่างประเทศ สู่ประเทศ ไทย ณ เคาน์เตอร์ สายการบินไทย (Thai Airways)

23.30 น. เหินฟ้าสู่ กรุงเทพ ฯ โดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 350 (23.30-06.15)

(ใช้เวลาบิน 4 ชั่วโมง 45 นาที) (บริการอาหารบนเครื่อง)

06.15 น. เดินทางถึงสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ กรุงเทพฯโดยสวัสดิภาพ

** เพื่อความถูกต้อง กรุณาตรวจสอบข้อมูลเดินทางและเงื่อนไขการชำระเงินกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายทุกครั้ง

พยากรณ์อากาศ

PAKISTAN WEATHER
AFGHANISTAN WEATHER
ราคาเริ่มต้น
209,900 บาท
รหัส 108-26925 ทัวร์อัฟกานิสถาน ปากีสถาน Afghanistan Pakistan อิสลามาบัด ตักศิลา คาบูล เฮรัต บามิยัน
ระยะเวลา 11 วัน 9 คืน
ราคาเริ่มต้น 209,900 บาท
เดินทางช่วง มี.ค.69 / ต.ค.69
เดินทางโดย Thai Airways (TG)
--------------------------------------
ดูเพิ่มเติม https://blissfultravel.net/tour.php?tour_id=21248
--------------------------------------
ชมโปรแกรม PDF https://tourfiles.vm101.net/pdf/966/108-26925.pdf
--------------------------------------
สนใจติดต่อ บริษัท บลิสฟูล ทราเวล จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/11987
โทร 02-114-8918
โทร 097-310-0016
โทร 097-315-0008
LINE ID @blissfultravel
LINE URL https://line.me/ti/p/~@blissfultravel
อีเมล info@blissfultravel8.com
คัดลอกข้อมูลทัวร์
เพิ่มในรายการโปรด
Share on social networks
Scan QRCode
ใบอนุญาต 11/11987
ใบอนุญาต 11/11987
ใบอนุญาต 11/11987
ใบอนุญาต 11/11987
ติดต่อสำนักงาน
บริษัท บลิสฟูล ทราเวล จำกัด
เลขที่ใบอนุญาต 11/11987

46/263 ซอยนิมิตใหม่ 40 ถนนนิมิตใหม่ แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ 10510

วันจันทร์ - วันศุกร์ 09.00 - 18.00
บริการของเรา
บริการจองตั๋วเครื่องบิน
บริการทำ VISA ทุกประเทศ
บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศ
บริการจัดนำเที่ยวในประเทศ
บริการเช่ารถตู้ รถบัสโดยสาร
บริการจัดอบรมประชุมสัมมนา
บริการจองที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
Add LINE Friends via QR Code
ติดตามเรา
home
หน้าหลัก
quatation
ขอใบเสนอราคา
chat
ติดต่อเรา
ติดต่อ
chat ติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า
search ค้นหาโปรแกรมทัวร์
home หน้าหลัก
approval ขอใบเสนอราคา